ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
www.BenzUnity.com « Knowledge « Review MB.  « = MB E 250 CGI BlueEFFICIENCY AVANTGARDE Test Drive =
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: = MB E 250 CGI BlueEFFICIENCY AVANTGARDE Test Drive =  (อ่าน 12158 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
JoioEoW
.
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 237



เว็บไซต์
« เมื่อ: 18 กันยายน 2010, 18:25:40 »

เรื่องและภาพนำมาจาก K. kon_isan
โพสที่ http://www.udonphotoclub.com/index.php?topic=1328.0



วันศุกร์ที่ 10 กันยายน ที่ผ่านมา ผมได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนสนิทคน คุณเชตพล เรืองพัฒนา ผู้บริหาร บริษัท เบนซ์อุดร จำกัด และ บริษัท เอ็มมอเตอร์ เซอร์วิส จำกัด โทรมาแจ้งว่ามีรถเมอเซเดสเบนซ์ E Class และ C Class มาให้ทดลองใช้งานในช่วงวันหยุด 1 วัน ซึ่งทางบริษัทได้คัดเลือกลูกค้าเก่าให้ได้ทดลองขับ สนใจที่จะเอามาทดสอบมั๊ย หลังจากพูดคุยในด้านรายละเอียดและความเหมาะสมแล้ว คุณเชตผลแนะนำให้เอา E Class มาลองใช้งานดูในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ โดย ไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำมัน ระยะทาง อุบัติเหตุ หรือ สูญหาย เพราะทางบริษัทต้องการให้ลูกค้านำไปใช้งานจริงๆ แบบไม่ต้องเกรงใจ หรือเป็นกังวล

วันเสาร์ที่ 11 กันยายน เวลา 4 โมงเย็น รถ Mecedes Benz E 250 CGI BlueEFFICIENCY AVANTGARDE ก็มาเกยที่หน้าบ้านผม พร้อมกับพนักงานสาวสวย มาแนะนำการใช้งานอุปกรณ์ความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในรถ

พูดตามตรงว่า ผมไม่ได้ตามดูความเคลื่อนไหวของรถ Mecedes Benz มาเกือบปีแล้ว ครั้งสุดท้ายก็ที่ไปทดสอบขับกับเฮียเส็งที่สนามบินเมื่อปีก่อน และพูดตามตรง E Class รุ่นที่ผมขับกับเส็งเมื่อปีก่อน ก็ไม่ได้สร้างความประทับใจในด้านรูปลักษณ์หรือ Performance มามายนัก เมื่อเทียบกับ BMW 525i และ E220 รุ่นโลงจำปาตาหวานที่ที่บ้านผมใช้อยู่ ไม่ใช่ว่ามันไม่แตกต่างนะครับ แต่ว่าความแตกต่างที่มีมานั้น มันเป็นสิ่งที่อยู่ในความคาดหวังของผมอยู่แล้ว

แต่สำหรับเจ้ารุ่นใหม่นี้ มันสร้าง Surprise ให้กับผมครับ



เริ่มต้นจากครั้งแรกที่ได้เห็นเลยครับ หน้าตาดูหล่อขึ้น และมีความเป็นเบ็นซ์อยู่เช่นเดิม ไม่เหมือนบางรุ่นของเบ็นซ์เมื่อปีก่อน ที่ดูหน้าตากระเดียดไปทางรถญี่ปุ่น ด้านล่างกันชนด้านหน้า ซ้ายขวา มีไฟ LED เป็นเส้นรูปตัว L อยู่ทั้ง 2 ด้าน ดูสปอร์ทมากขึ้น เส้นสายด้านข้างลำตัว ก็บ่งบอกถึงความสปอร์ท ไฟท้ายก็ดูวัยรุ่นมากขึ้น ไม่ดูแก่ เหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ และที่ถูกใจที่สุดก็ล้อแม็คลายดุดัน ที่ซื้อมาแล้วคงไม่ต้องไปตามเปลี่ยนให้เป็นลายอื่นให้เสียความเป็น MB ทุกขุมขน



กุญแจเป็นแบบ Electronic ครับ มีการส่งสัญญาณรหัสจากตัวกุญแจไปยังระบบสาร์ทของรถ เมื่อเราเสียกุญแจเข้าไป พวงมาลัยจะเด้งดีดขึ้นมา 1 กึ้ก เหมือนการปลดล็อคคอพวงมาลัย เมื่อสตาร์ทเครื่องเสร็จ ยังไม่เปิดแอร์ พนักงานสาวสวยก็มาแนะนำการปรับตำแหน่งที่นั่งบนแผงประตูหน้า ซึ่งเป็นระบบไฟฟ้า พร้อมหน่วยความจำ 3 ตำแหน่ง เอาไว้สำหรับคน 3 คน เลือกตั้งตำแหน่งที่นั่งของตัวเองได้

หลังจากนั้น พนักงานก็ข้ามมาแนะนำการใช้งานเครื่องเสียงในรถ แต่ผมเริ่มรู้สึกร้อนอยากจะเปิดแอร์ ผมเลยถามไปว่า เครื่องยนต์ติดหรือยัง หรือว่ามันดับกันแน่ เพราะผมไม่ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ และไม่รู้สึกถึงการสั่นของตัวรถจากเครื่องยนต์ เคยได้ยินว่ารถ Toyota Camry Hybrid จะดับเครื่องยนต์เองเมื่อจอดไฟแดง และสตาร์ทขึ้นมาเองเมื่อเหยียบคันเร่ง ผมก็เลยสงสัยว่าเจ้ารถเบนซ์รุ่นใหม่คันนี้จะมามุขเดียวกันหรือเปล่า?

แต่ปรากฎว่าไม่ได้เป็นแบบนั้นครับ เครื่องยนต์มันติดอยู่ แต่เงียบมาก พนักงานสาธิตวิธีการใช้แอร์แบบแยกอุณหภูมิ ซ้ายขวาได้ และแยกอุณหภูิมิผู้นั่งด้านหลังได้



ที่ปรับเบาะนั่งด้านหน้าพร้อมหน่วยความจำสำหรับ 3 คน



แอร์ด้านคนนั่งด้านหลัง สามารถปรับอุณหภูมิแยกได้





เครื่องเสียงในรถเป็นแบบ CD MP3 แบบ 6 แผ่น แบบโหลดที่ด้านหน้าเครื่องเลย ไม่ต้องเดินไปใส่แผ่นที่ด้านหลังรถเหมือนเครื่องเสียงทั่วๆ ไป ติดตั้งมาอย่างสมบูรณ์แบบ ให้เสียงที่สมบูรณ์พร้อม ซึ่งคนเรื่องมากเรื่องเครื่องเสียงติดรถยนต์อย่างผม ยังพึงพอใจในระบบเสียงที่ได้ยินจากรถหรูคันนี้ อย่าว่าอย่างนู้นอย่างนี้เลย ผมไม่เคยประทัีบใจเครื่องเสียงของรถเบนซ์ หรือ BMW ที่ติดมาจากโรงงานเลย แต่สำหรับเครื่องเสียงที่ติดในรถเบนซ์รุ่นใหม่นี่ ทำการบ้านมาอย่างดีเยี่ยม และระบบเครื่ืองเสียงสามารถควบคุมจากปุ่ม Controller ที่คอนโซลกลาง และจากพวงมาลัยรถได้

นอกจากนั้น ยัีงมีระบบ Bluetooth สำหรับเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือระหว่างการขับรถ เพื่อให้คนขับไม่จำเป็นต้องยกโทรศัทพ์ขึ้นมาคุยระหว่างการขับรถ และสามารถยกหูและวางหูโทรศัพท์ที่ปุ่มบนพวงมาลัยได้เลย นับว่าคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ขับขี่แบบเต็มที่ และเมื่อมีโทรศัพท์เข้ามา เครื่องเสียงจะหรี่ลงและหยุดทำงาน ปล่อยเสียงโทรเข้าออกทางลำโพง และสามารถพูดคุยได้โดยไม่ต้องยุ่งกับโทรศัพท์ เมื่อวางหูโทรศํพท์ไป เพลงก็จะิเริ่มต้นบรรเลงต่อให้โดยอัตโนมัติ





ระบบความปลอดภัยสำหรับรถคันนี้ไม่ธรรมดาครับ

เข็มขัดนิรภัยทั้งด้านคนขับและคนนั้ง จะเป็นแบบดึงกลับปรับความตึงเองอัตโนมัติเมื่อสวมใส่ ถ้าหากไม่สวมใส่เข็มขัด ไม่ว่าจะเป็นคนขับหรือคนนั่ง ที่หน้าปัดจะมีไฟกระพริบเตือน และหากทำความเร็วเกินกว่า 60 กม./ชม. มันจะเริ่มส่งเสียงเตือนให้ต้องรัดเข็มขัด เป็นเสียง "ตี๊ด...ตี๊ด..." ไปเรื่อยๆ

กระจกมองข้าง และกระจกส่องหลัง เป็นแบบตัดแสงไฟจากรถคันหลังอัตโนมัติ ช่วยลดแสงแยงตาเวลาขับยามค่ำคืน

กระจำทุกบาน เคลือบกันรังสี UV และความร้อน ซึ่งถึงแม้จะดูใส แต่ก็ไม่ร้อน และยังเคลือบสารกันฝน ทำให้เม็ดฝนไม่เกาะติดที่หน้ากระจก และปัดออกได้ง่าย ทำให้ทัศนวิสัยในยามฝนตกดีเยี่ยม (ได้ลองกับตัวเองเวลาขับทางไกลเลย แจ๋วจริงๆ)

ที่ปัดน้ำฝนทำงานอัตโนมัติเมื่อมีฝนตกลงมา และปรับความเร็วตามฝนหนัก หรือฝนปรอยๆ

ไฟหน้าเปิดปิดเองตามความมืด-สว่างของบรรยากาศ แถมปรับตั้งระยะความสูงต่ำตามน้ำหนักท้ายรถอัตโนมัติ

มีระบบช่วยหาที่จอดรถให้ เมื่อเราใช้ความเร็วต่ำกว่า 35 กม./ชม. เซ็นเซอร์ด้านหน้ารถจะมองหาพื้นที่ด้านหน้ารถให้ หากมีพื้นที่จอดที่เหมาะสม จะปรากฎสัญลักษณ์รูปตัว "P" (หมายถึง Parking) พร้อมลูกศรชี้ตำแหน่งซ้ายขวาให้เราเสร็จสรรพ และเมื่อเราถอยรถเข้าที่จอดจะมีคำแนะนำการหมุนพวงมาลัยซ้าย-ขวาให้เข้าจอดได้ตรงช่อง... อะไรจะเก่งปานนั้น

มีระบบสั่งการด้วยเสียง สำหรับการควบคุมโทรศัพท์และเครื่องเสียงด้วยนะ แต่ผมไม่ได้ลอง มาเห็นอีกทีในแคตตาล็อก

ที่เด็ดที่สุดเห็นจะเป็นระบบสังเกตการณ์คนขับว่ามีอาการเหนื่อยล้า หรือจะหลับในหรือไม่ โดยดูจากพฤติกรรมการขับขี่ น้ำหนักเท้าที่กดลงบนคันเร่ง การควบคุมพวงมาลัยรถ ถ้าหากรถรู้สึกว่าเรามีอาการเหนื่อยล้า รถจะขึ้นสัญญาณเตือนเป็นรูปแก้วกาแฟ ให้เราหยุดพักผ่อนหากาแฟทานก่อนขับรถต่อไป

Controller ปุ่มควบคุมเครื่องเสียง หมุน โยก กด เพื่อสั่งงาน



ในรุ่น E 300 จะมีระบบ GPS นำทางให้ด้วย.... แหม ไม่รู้จะกั๊กเอาไว้ให้รุ่น E 300 ทำไม่ ใส่มาให้หมดทุกรุ่นเลยน่าจะดีกว่านะผมว่า

อ้อ ระบบเกียร์เป็นเกียร์อัตโนมัติ 5 speed สามารถเลือกโหมดขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน หรือแบบ sport ก็ได้ โดยกดปุ่ม C-S ที่ข้างๆ แป้นเกียร์

และสามารถ Shift เกียร์เองได้แบบเกียร์ Trip Tonic โดยขยับคันเกียร์ไปทางซ้ายหรือขวาขณะขับขี่ที่ตำแหน่งเกียร์ "D"

เอาหละ ดูเรื่องอุปกรณ์กันแล้ว มาดูสมรรถนะกันบ้าง



วันอาทิตย์ผมวางแผนทดสอบรถด้วยการพาครอบครัวเดินทางไปสวนสัตว์เขาสวนกวาง (จะมีกระทู้สวนสัตว์อีกกระทู้ ตอนนี้ยังไม่ได้ทำภาพ) เพื่อจะได้ทดสอบพลังของเครื่องยนต์ การเกาะถนน รวมไปถึงการกินน้ำมันของรถ

ทางเบนซ์อุดร นำรถมาให้ผม พร้อมกับเติมน้ำมันมาประมาณ  1/4 ถังเท่้านั้น ซึ่งผมก็ถามเอาไว้ก่อนว่าใช้น้ำมันอะไร ซึ่งทางผู้สาธิตก็แจ้งว่า รถคันนี้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ดังนั้นผมจึงเตรียมใจไว้สำหรับการเติมน้ำมัน เพราะน้ำมัน 1/4 ถังสำหรับรถคันที่ผมใช้อยู่ (Mitsubishi Space Wagon) มันไม่พอสำหรับการขับไปกลับแน่ๆ แต่ทางเพื่อนผมก็แจ้งไว้ว่า รถเบนซ์รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่ประหยัดน้ำมันมากกว่าเดิมถึง 20% แต่ผมไม่เชื่อหรอก เอาไว้ทดสอบกันจริงๆ จะดีกว่า

เมื่อขัีบทางไกล ผมเริ่มทดสอบความแรงของเครื่องอย่างจริงจัง โดย เริ่มต้นจากการติดไฟแรงที่แยกฮอนด้า รถพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วอย่างรถสปอร์ท และมีอัตราเร่งที่ดีทุกช่วงเกียร์ คือ ที่ความเร็วเท่าไหร่ ก็สามารถเร่งขึ้นไปได้ด้วยความรวดเร็ว ไม่เหมือนเครื่องยนต์รุ่นเก่าๆ ที่อาจจะเร่งดีที่ช่วงต้นๆ แต่จะไม่สามารถเร่งขึ้นไปได้ดีนักเมื่ออยู่เกียร์สูงๆ เช่น เกียร์ 4

สาเหตุที่อัตราเร่งดีมากๆ นั้น เนื่องจากรถคันนี้ใช้ระบบ Turbo คู่ ตัวนึงทำงานที่รอบต่ำอีกตัวนึงทำงานที่รอบสูง ทำให้มีแรงบิดที่ดีต่อเนื่องทั้งรอบต่ำและรอบสูง

ตามสเป็คในโบรชัวร์แจ้งเอาไว้ว่า อัตราเร่งจาก 0-100 km/ชม. อยู่ที่ 7.8 วินาที และไปสิ้นสุดตีนปลายอยู่ที่ 238 km/ชม.

แรงเข้าท่าเลยครับ รถใหญ่ขนาดนี้ ทำอัตราเร่งได้ขนาดนี้ ถือว่าขับสนุกมากเลยทีเดียว และยังเกาะถนน น้ำหนักพวงมาลัยดีมากๆ ตามสไตล์เบนซ์เค้าละครับ





เครื่องแรง ขับสนุก แล้วกินน้ำมันละเป็นยังไง...

ผมขับไปถึงสวนสัตว์เขาสวนกวาง น้ำมันหายไปประมาณ 1/3 ขีดเท่านั้น ทำให้ผมได้ใจ หลังจากเที่ยวสวนสัตว์เสร็จ ก็ถามแม่บ้านผมว่า "ไปกินข้าวที่เซ็นทรัลขอนแก่นกันมั๊ย น้ำมันหายไปนิดเดียวเอง" แม่บ้านผมก็บอก "เอาสิ ไหนๆ มาถึงนี่แล้ว น้ำมันไม่ต้องเติม รถก็ไม่ใช่ของเรา ไปกันโลด"

ไปถึงขอนแก่นก็ดูน้ำมันอีกครั้ง "อืม... หายไปครึ่งขีด" หรือครึ่งนึงของที่เค้าเติมมาให้ แบบนี้น่าจะกลับได้ถึงอุดรนะเนี่ย ตอนขากลับผมก็ลองขับกลับให้ถึงอุดรดู มาถึงเขื่อนอุบลรัตน์ หน้าปัดมีสัญลักษณ์แจ้งเตือนให้เติมน้ำมันได้แล้ว แต่ผมมั่นใจว่ามันต้องไปถึงกุมภวาปีได้แน่ๆ แล้วค่อยหาที่เติมก็แล้วกัน

มาถึงกุมภวาปี เข็มตายสนิท กะว่าจะเติมที่ปั้มตราดาวตรงทางเข้ากุมภวาปี แต่ปั้มเจ้ากรรมที่ผมหมายตาไว้เกิดเลิกไปซะแล้ว กลายเป็นตึกแถวไปซะแล้ว... เอาวะ อีก 30 กิโล วัดดวงกันดูซักหน่อย

ตอนนี้ทั้งรถเริ่มเหล่ผมแล้วครับ จะพากันน้ำมันหมดกลางทางก่อนถึงอุดรมั๊ยเนี่ย ผมก็เริ่มเครียดหน่อยๆ แต่ตามปรกติที่เคยรู้มา ถ้าเข็มตาย มันน่าจะยัีงเหลือน้ำมันอีก 3-4 ลิตรเป็นอย่างต่ำ อย่างน้อยๆ ก็ต้องมี 2-3 ลิตรละว๊า.... ผมลดความเร็วเดินทางลงเหลือแถวๆ 90 km/ชม. เพื่อให้อัตราการกินน้ำมันน้อยลง ถ้าน้ำมันเหลือ 2 ลิตร อัตราการกินน้ำมันสัก 10 กิโลลิตร ก็น่าจะได้สัก 20 กิโลอย่างต่ำ

วิ่งต่อมาอีก 20 กิโล อยู่แถวๆ บ้านข้าวสาร หาปั้มน้ำมันไม่เจอ มีแต่ปั้มดีเซล โชคดีเห็นปั้มบางจากอยู่ฝั่งตรงกันข้าม ทุกคนเฮกันใหญ่ ประหนึ่งว่ารอดตายมาจากทะเลทรายยังไงยังงั้น ผมก็เริ่มใจไ่ม่ดี เพราะเราึขับมา 20 กิโลแล้ว พอเลี้ยวเข้าปั้มไปปุ๊บ ปรากฎว่าไม่มีแก๊สโซฮอล์ 95 มีแต่ 91

เอาละสิ ปั้มข้างหน้าที่มีแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่อีกไกลแค่ไหน รถเราจะน้ำมันหมดก่อนหรือเปล่า สอบถามทางปั้มดู ก็ทราบว่าอยู่แถวๆ ลาปหมูดงเค็งมีปั้มใหญ่อยู่ปั้มนึง

เราคลานออกจากปั้มบางจาก แต่จุดกลับรถอยู่ห่างไปอีก 1 กม. มันช่างทรมานใจเหลือเกิน เราเริ่มปิดแอร์ เปิดกระจก เพราะกลัวไปไม่ถึงปั้มน้ำมันข้างหน้า และในที่สุดเราก็มาถึงปั้มน้ำมันที่จะเติมพลังกันได้จริงๆ สักที คราวนี้ยิ่งกว่าเฮซะอีก ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก แฟนผมก็พูดขึ้นว่า "ไงละ อยากลองดี บอกว่ากลับถึงอุดรได้โดยไม่ต้องเติมน้ำมันไง เครียดเลยละสิ ดีนะที่ไม่ต้องลงไปเข็นรถ"






หลังจากกลับมาที่บ้าน มานั่งกรอกใบสอบถามความประทับใจ และมาอ่านรายละเอียดของเครื่องยนต์ดูว่า อะไรทำให้มันประหยัดน้ำมันได้มากกว่ารถ Space Wagon ของผมแบบฟ้ากับเหว เพราะ ผมพา บก.ตุ้ม ไปงานสัมมนางานพิมพ์ที่ขอนแก่นเมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ล่อน้ำมันไป 3/4 ถังได้

ปรากฎว่ามันทำให้ผมอึ้งอีกแล้วครับ

รหัส E 250 ไม่ได้หมายความว่ารถคันนี้ใช้เครื่องยนต์ 2500 CC ตามที่ผมคิด เพราะแต่ก่อนไม่ว่า Mercedes Benz หรือ BMW จะใช้รหัสที่ท้ายรถบ่งบอกความจุของเครื่องยนต์ ถึงแม้เครื่องจริงอาจจะเพียนไปนิดหน่อย อย่าง BMW 525i จะใช้เครื่องยนต์ 2400 CC แต่ก็ใกล้เคียงกับที่บอกไว้ในรหัสรุ่นของรถ

แต่เจ้า E 250 CGI นี่ใช้เครื่องยน 1,796 cc หรือว่าง่ายๆ ก็คือ เครื่องยนต์ 1800 cc เท่านั้น โอ้โห 1800 cc ทำอัตราเร่งได้มากกว่าเครื่องยนต์ 2400 cc ของ BMW ที่ผมเคยขับแบบชัดเจน และแรงกว่า Benz C-Class Compressor 2000 cc ที่ผมเคยสัมผัสเมื่อปีที่แล้ว

อัตราการกินน้ำมันเมื่อวิ่งต่างจังหวัดอยู่ที่ 15 km/ลิตรเท่านั้น ในเมืองอยู่ที่ประมาณ 9.5 km/ลิตร กินน้ำมันแบบเครื่องยนต์์หัวฉีดรถญี่ปุ่นธรรมดาๆ แต่แรงเป็นรถสปอร์ต .... สุดยอดนวัตรกรรมเครื่องยนต์แห่งปีเลยนะเนี่ย





คราวนี้ก็มาถึงเรื่องที่ทุกคนอยากจะรู้แล้วละครับ ราคาเท่าไหร่

รถคันนี้ราคา 4.2 ล้านครับ แพงมั๊ย... ผมก็ว่าแพงพอสมควรละครับ แต่กับสิ่งต่างๆ ที่ให้มาในรถ คิดถึงความประณีตและใส่ใจในการออกแบบที่ตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ ผมว่ามันก็คุ้มค่ากับการได้เป็นเจ้าของอยู่เหมือนกัน แต่คงสำหรับคนที่มีรายได้เฉลี่ยเดือนละไม่ต่ำกว่าแสนห้าขึ้นไปแบบหักค่าใช้จ่ายแล้ว ถึงจะมีปัญญาซื้อมาใช้

ส่วนผมเองยังไม่มีแผนจะซื้อในปีสองปีนี้หรอกครับ คงต้องรอให้รถที่ขับอยู่เก่าซะก่อน และดูความสามารถของตัวเองอีกทีว่าจะมีปัญญาเป็นเจ้าของมันได้ในอนาคตหรือไม่ ถ้าโชคดี ทำการค้าเจริญรุ่งเรือง ก็อาจจะได้ใช้รถดาวสามแฉกในอนคตตามรอยคุณพ่อของผม

สิ่งที่ผมไม่ลืมก็คือ คุณพ่อผมกว่าจะตัดสินใจซื้อรถ Benz คันแรกในชีวิต ท่านก็ปาเข้าไป 50 กว่าๆ แล้ว ท่านเริ่มต้นจากไม่มีอะไรเลย ไปฝึกเป็นช่างพิมพ์ที่กรุงเทพ โดยมีน้องชายของคุณปู่ผมท่านช่วยส่งเสริมช่วยตั้งโรงพิมพ์ให้ ใช้ฝีมือตัวเองล้วนๆ ในการทำธุรกิจมา ดังนั้นผมก็ควรจะใช้ฝีมือตัวเองในการสร้างฐานะและกิจการให้เก่งมากพอที่จะซื้อรถหรูมาเป็นรางวัลของชีวิตได้เหมือนคุณพ่อผม

ต้องขอขอบคุณทางบริษัท เบนซ์อุดร จำกัด ที่เอื้อเฟื้อรถหรูคันนี้มาให้ผมได้ทดลองใช้งาน และหวังว่าคงจะได้เป็นลูกค้าในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ตอนนี้ต้องขอทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่ออนาคตที่สดใสละคร๊าบ


เรื่องและภาพนำมาจาก K. kon_isan
โพสที่ http://www.udonphotoclub.com/index.php?topic=1328.0
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


ฟรีบริการเก็บสถิติเว็บไซด์